วันพฤหัสบดีที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2552

5 วัน ณ บังกาลอร์

อ่าอืมเอ่อ เกริ่นไม่เป็น

ก้นะ นายซุปเปอเลิฟเดินทางมากะ พี่ไพลิน(รุ่นพี่) เพื่อมาหาที่เรียน (และหาที่อยู่) โดยนายตูน ไม่รุ้อาไรที่นี้เลย ฮ่าฮ่าฮ่า

พอลงมาถึงหะหนามบินใหม่อินเดีย โอ้ว สวย และ ใหญ่มาก แต่เลกก่าสุวรรณภูม บ้านเฮา แต่ก้ใช่ว่า สุววรณภูมจะดีนะ ตูนมองว่า สร้างใช้ที่สิ้นเปลืองเกิน ในหลายๆ ที่ ไม่รุ้จะสร้างยาวๆ เพื่ออะไร ยังกะ ให้เวลาทำใจเดินไปสวรรคาลัย ยังงัยยังงั้น

ต่อๆ นอกเรื่องแระ ก้ มาก้ ยื่นพาสพอต อาไรนิหนุ่ยเดินๆ ไปหยิบกระเป๋า (คือไม่มีตรวจอะ ถ้าเป๋าโดนหยิบผิด หรือขโมยก้ ซวยเรย) แล้วก้ พอจะเดินออกจากสนามบิน โอ้โหววว คนอินเดียมายืนเยอะมากกกกกกก ไม่ใช่ขอทานนะ สังเกตว่าแต่ละคน ก้ถือป้ายนุ้น ป้ายนี่ จากแต่ละบริษัท เหมือนจะมารับคน มาขายของ มาบลาๆ เยอะมั่ก แล้วก้ ขึ้น รถแทกซี่ ไปบ้านเพื่อน(นัน)ของรุ่นพี่ ซึ่ง ค่ารถ 1225 รูปี แต่ไปๆมาๆ โดนฟันไป 1600 = =’’ อะนะ เอาเตอะ คั้งแรกๆ แล้วก้มาถึงบ้านเพื่อน แต่เพื่อนไม่อยู่ - -‘ ก้นะ ได้กุงแจ เพราะเพื่อนเค้าฝากเพื่อนบ้านไว้(ชื่อ แนน กะ ซาดิค) ก้หลับเลยคัฟ หมดแรงง ตัวบ้านก้น่าอยุ่มั่ก กะว่าจะหาแบบนี้เลย

วันที่ 9 มิย ตื่นมาตอน 9 โมงเช้าเวลาอินเดีย

ตื่นขึ้นมาก้เดินออกมาจะเข้าห้องน้ำ ก้าวแรกที่เดินออกจากห้องนอน น้ำ! น้ำเตมพื้นเรย งงมากมาจากไหน และที่สำคัง มันเปียกกะเป๋า !!! อ๊าก แต่ดีที่ เปียกแค่ ส่วนก้น ใบนุงเท่านั้น ก้เลยลากย้ายไปที่อื่น แต่เอาออกมาตากก้ยังไม่ไหว ไม่มีที่ แล้วก้อาบน้ำๆๆ แล้วก้ออกมาถูพื้นให้คุงเจ้าของบ้านเสียหน่อย แล้วก้ออกไป หาที่เรียน โลด โบก ออโต้ ไป DSI (Dalananya Sagar Institute) ไรเนี่ยละ เขียนผิดก้ขออภัย ก้หมดไปปะมาณ 80 รูปี

ลักษณะ ท่าทาง การแต่งกายของ พวกอินเดีย อ่าข้อนี้ แรกๆ ต้องพยายามสังเกตมากๆๆๆ ถ้าจะสบายอะนะ เพราะเราต้องใช้ ทั้งเวลา ขึ้นรถ เรียน คุย บลาๆ ของเค้าเลยละ มาเริ่มกัลดีก่า

- จ้องหน้า ไม่ต้องแปลกใจ ไม่ได้หาเรื่อง หรือเราซิบหลุดหรอก แต่พวกแขก จะจ้องหน้าเปงเรื่องปกติ ไม่ต้องสน จะจ้องกลับ หรือเมินก้ได้ ตามสบาย เหมือนพวกเราเปงของแปลกอะละ เค้าถึงจ้อง

- การยักคิ้ว/ขมวดคิ้ว ยื่นหน้า เหมือนเค้าฟังไม่ชัด ขออีกที

- การยึกยักคอ หรือถ้าบ้านเราก้เหมือน โยกคอซ้าย โยกคอขวา อะละ แปลว่า โอเช ได้เลย เชๆ ดูให้ดี เวลาขึ้นรถ ถ้ามันโยกคอ ก้สบายแระ เพราะจะกด Meter ซึ่งจะพูดในตอนต่อไป (ถ้ามานไม่กด พูดไปเลย Hey! Meter)

- ส่ายหน้า/ ทำปากยี้ๆ แปลว่า ไม่

- การแต่งตัวของผู้ชาย จะใส่กางเกงขายาว-เสื้อเชิตส่วนมาก

- การแต่งตัวของผู้หญิง จะใส่กางเกงขายาว-สาหรี่(เสื้อ+ผ้าพันคอ)ปิดเนื้อตัวมิดชิด ซึ่งเวลาคนไทยใส่ชะเวิ๊บชะว๊าบ อาจถูกรุมจ้องก้ไม่แปลก เพราะที่นุ้นเค้าไม่มีโอกาสได้เห็นโป๊ๆเท่าไหร่นัก

สรุปคร่าวๆ ก้ได้ความว่า ผู้ชายที่นี้ ก้ไม่ต้องอะไรมากนัก แต่งตัวตามสบาย สำหรับผู้หญิงนั้น ควรจะ แต่งตัวด้วย กางเกงขายาว เสื้อผ้ารัดกุม เว้นแต่จะไปเที่ยว อยากโชวอะไร ก้ตามแต่ท่านคัฟ

ว่ากันเรื่อง รถออโต้ (Auto) ของอินเดียกัลดีก่า คล้ายกับตุ๊กตุ๊กบ้านเรา เปงพวกที่ควรระวังไว้ให้มาก พวกมานถ้าเหงว่าเราไม่รุ้ มานจะ เรียกราคา ไม่กด meter ของมันเลย หรือไม่ มันก้จะพาเราไปผิด โดยไปชื่อคล้ายๆ แล้วมันก้จะโวยวาย บอกว่าถ้าจะไปที่ถูก ก้จะเกบตังเพิ่มอีก แบบเกือบเท่าตัว หรือบางทีก้มั่วนิ่ม พาไปส่งที่ไหนก้ไม่รุ้ ซึ่ง เราควรจะรุ้ สถานที่ ชื่อ ที่ชัดเจนไว้เปงอย่างมาก นอกจากนั้นก้มีพวก ที่พอขึ้นไปปุ๊บ มันก้จะขับไปแวะร้านต่างๆ ให้เราลงไปชอปปิ้ง แล้วก้จะเรียกเกบตังเราเพิ่ม (อันนี้คนเล่ามา ยังไม่เจอกะตัว) ก้นะ ถ้าเจอแบบนี้ ลงเดินไปเลย ไม่ต้องพูดกับมัน แต่ที่ชัวรที่สุดก้คือ meter อะละ แต่บางครั้ง การที่มันเรียกราคาจากเรา ส่วนมาก จะเรียกไม่แพงกว่าราคาจิง 10-20 รูปี แต่ถ้าซวยก้แพงก่านั้น ไม่ต้องรีบเพราะ รถออโต้ มีเยอะมาก มันก้อยากได้ลุกค้าอะ พยายามถาม หลายๆ คัน ถ้าเจอคันที่ meter ก้ meter โลด ส่วนเรื่องราคารถออโต้ เริ่มต้นที่ 14 รูปี / 2 กิโลเมตรแรก และหลังจากนั้นจะคิด 0.5 รูปี / 100 เมตร ก้ไม่ต้องตกใจนักเวลาเหน มิเตอมันหมุนไวก่าบ้านเราแบบ ปั๊บๆๆๆ ก้ราคาพอๆกะบ้านเราอะละ 2 บาท / 400 เมตร และหลัง3ทุ่ม จะคิดราคา เปน 1.5 เท่าของราคามิเตอร์ (one and half) พวกรถออโต้ที่จอดเยอะๆเป็นแก๊ง นั้นจากประสนการณ 5 วัน พวกนี้ ราคาจะแพงมากและ ไม่ยอมกด มิเตอร ถ้ามันบอกราคา เราส่ายหน้าเดิน มันจะพูดราคาที่ถูกลงมาแบบ ครึ่งๆเรยละ แต่ก้นะ เดินออกมาแล้วโบกออโต้ที่วิ่งไปมาดีก่าเพราะ มิเตอร์ดีสุดคร้าฟ สุดท้ายก้ ถ้ามันบอกราคาแล้วถึงจุดหมายมันจะขอเพิ่ม ไม่ต้องพูดมาก เอาตังตามราคาวางบนพวงมาลัยมันแล้วก้เดินเลย ไม่ต้องฟัง และไม่ต้องเถียงอะละ ง่ายสุด

อ่า หลังจากมาถึง DSI ก้เดินดูรอบๆ แล้วก้ให้ เพื่อนของพี่ไพลินอีกคนที่อยุ่มหาลัยนี้ พาเดินในมหาลัย อืมม โดยรวมดูดีเลยละ มหาลัยนี้สวยมาก หออย่างหรูเลย แต่ว่า มหาลัยเปงภูเขา! ไม่สูงหรอก ไม่ต้องตกใจ แค่เดินขึ้นๆลงๆ วันละ 5 รอบคงกล้ามขาขึ้น แล้วผมก้ไป ที่สมัครเรียนของเค้า เค้าบอกว่า คุงต้องเอา ใบ เรียนจบของคุณไปเชกที่ มหาลัย Bangalore university ก่อน แล้วจะได้ ใบยืนยันว่าวิชาตรงกัน และสามารถเรียนได้ แล้วค่อยกลับมาหาเค้า ตูนก้เลย ตัดสินใจ ไปดู Christ College เพราะทางนี้ เรียกผมไปสัมภาษณแล้ว (หลังจาก Email ตะกุกตะกัก มานาน) ก้นะ อ่ามาเกริ่นกัลเรื่องมหาลัยนี้ดีฝ่า

Christ College (ไคร้ส คอลเลจ) เมื่อก่อน เปนมหาลัยที่อยุ่ใต้ Bangalore U เหมือนเกือบทุกที่ทุกแห่งในอินเดีย (สังเกตได้คำว่า Under Bangalore U.) แต่ไม่กี่ปีมานี้ ก้ ตั้งตนเปงเอกราช แต่ยังมี Bangalore U มาเกี่ยวอยู่ (Affiliate to Bangalore U.) ซึ่งมีเพียง 2 แห่งคือ St.Joseph และ Chirst เนี่ยละ และปีนี้ ก้ แยกตัวออกมาอย่างเปนทางการ ซึ่งจะตั้งตนเปน Christ University ซึ่งไม่รุ้มันจะเจ๋งแค่ไหนอะนะ และการแยกตัวก้ไม่ใช่ง่ายๆ เพราะขึ้นกับรัฐบาลอินเดียด้วย แต่ถ้าถาม คนอินเดีย เค้าก้จะบอกว่า Christ ดี เด่น กันอะ

อาวละ หลังจากมาถึง ที่ ไคร้ นี้แล้วผมก้ เงอะๆงะๆ เดินต๊อกต๋อยไปเรื่อย จนเหงตึกนึง เหมือนในรุปในเวบเป๊ะ เลยชัวรเลยว่าตึกสมัครเรียนไม่ผิดแน่ ก้ เดินงุๆงิๆ จนเจอ แล้วก้ ไปคุย ก่าจะคุยก่าเข้าจั๊ยย ก้ แสนจะลำบาก จนเค้ารุ้แระว่าป๋มสมัครทาง จดหมาย เค้าก้ไปคุ้ยๆ จนเจอของป๋ม (คงเปนส่วนน้อย ฮ่าฮ่า เลยเร็ว) แล้วเค้าก้ พาผมไปสัมภาษณเลย พอเข้าไปสัมภาษณ ก้มี ผุ้ชาย กะ ผุ้หญิง อย่างละคน นั่งอยุ่เค้าก้ ให้ผมนั่ง แล้วก้เริ่มถามผมว่า แนะนำตัวคุณเองดูสิ แล้วก้ทำไมอยากมาเรียนที่นี่ละ ชอบวิชาแนวไหน ภาษาอะไร ตูนน้อยก้พยายามตอบแบบตะกุกตะกัก ขอให้พูดใหม่ อย่างละห้ารอบ จนเค้าเลยเปี่ยนคำถามเปนว่า คุงฟังไม่ออกแบบนี้ แล้วจะเรียนไหวหรอ จะฟังผมสอนรุ้เรื่องอะป่าว เค้าก้หัวเราะใหญ่เลย ตูนน้อยก้พยาย้ามพยายามบอกไปว่า เนี่ย พึ่งมาถึงอินเดีย ครั้งแรก และเปนวันที่สองที่มาอยุ่ อินเดียฟังยากมาก แต่ผมก้จะพยายาม เพราะที่ไทยผมก้เรียนภาษาอังกฤษกับคนชาตนุ้นชาตนี้ ไรเงี้ย เค้าก้อืมๆ แล้วสักพักก้บอกว่า ให้ผมรอ.. อะไรเนี่ยละ ตูนน้อยเลยเดินคอตก ออกไปนั่งข้างนอก นั่งสักพัก เค้าก้ออกมาจากห้องแล้วก้เดินลงไปหมดเรย >,< ปล่อยตูนนั่งเก้อรอ ไปครึ่ง ชม. ก้ไม่กลับมา ตุนเลยตัดสินใจกลับแล้วค่อยมาพุ่งนี้ดีก่า แล้วก้ ตรงไป ถนน Migrate Road (MG road) เพื่อไปฝากเงินเข้าธนาคาร อินเดียของคุงพี่ไพลิน

ธนาคาร ที่นี่ แค่ ฝากตัง คือ แบบว่านานเห้ๆ ขอพาสปอต ขอวีซ่า ทั้งๆที่พี่เค้ามีบัญชีอยุ่แล้วด้วยนะนิ อืมๆ เลยรุ้ไว้ว่า เรื่องมาเปิดบัญชีธนาคารที่นี้ อย่าเร้ยดีก่า (แต่สังเกตว่า อัตราดอกเบี้ยเค้า สูงนะ 8% แนะ) หลังจาก ออกจากธนาคารแล้วก้ไป แลกเงินดอล กะเงินบาทเปง เงินรูปี(RS) อืม แลกได้คุ้มก่า แลกที่ไทยเยอะ เปงว่า จะมาอินเดีย พกเงินบาทมาก้ดีนะ แลกรุปี ไว้แค่ 4000-5000 ก้พอมั้งแล้วค่อยมาแลกที่ Migrate Road (MG Road) ตึกที่มีร้านเนทข้างหน้าชื่อ Relance (คนไทยเลยเรียกตึกรีแรนส ไปโดยปริยาย) ชั้นสอง ร้านแลกเปลี่ยนเงิน ข้างหน้าร้านจะเหนป้าย western union, exchange, blah blah ก้ถ้าแลกบ่อยก้จะได้ อัตราแลกที่ดีขึ้นเรื่อยๆ ด้วยละ ส่วนเรื่องพกมาได้เท่าไหร่ อืมมม ไม่รู้นะ เพราะป๋มก้พกมามากมาย มันก้ไม่ตรวจล่วย

ต่อกันที่เรื่องบ้าน ที่นี่ มี ให้เช่าหลายแบบมากๆ

- สำหรับ บ้านราคาถูก จะเรียกว่า Paying Guest (PG) เปนห้องหรูๆ สวยๆ มีของให้เสร็จสรรพ แต่นอนรวมนะจ๊ะ เหมือนกับ หอพักชาย ตามโรงเรียนละมั้ง ราคาจะถูกกว่า ห้องเช่า หรือบ้านเช่านิดหน่อย แต่มีเตียงมีอะไร หรูหราอยู่ แล้วแต่ราคา

- บ้านเล็ก มีห้องนอนกับห้องน้ำ ส่วนบ้านใหญ่ จะเรียกกันว่า 1BHK 2BHK (เช่น 1BHK ความหมายคือ 1 BedRoom, Hall, Kitchen ห้องนอน ห้องโถง ห้องครัว ห้องน้ำจะมีอยู่แว้ว) อะไรประมาณนี้ ราคาจะ แพงขึ้นมานิดหน่อย ขึ้นกับ สถานที่ ทำเล ต่างๆ แต่ว่า จะไม่มีอะไรในห้องเลย จะมีให้ก้ ไฟ พัดลมติดเพดาน เครื่องทำน้ำอุ่น แค่นี้ละมั้ง

* บ้านเล็ก และบ้านใหญ่ ต้องเสียมัดจำล่วงหน้า 10 เดือน

อยากรู้แล้วละสิ ว่าควรหาบ้านยังไง อ่าอันนี้ ยกมาจาก ผู้เขียนอย่างตูนน้อย คนนี้ละกัล ตูนน้อยออกเดิน 2 วัน หาได้ 4-5 หลัง แถมไม่ถูกใจ เดินขาลากมากๆ อยากจะบอก กว่าจะเหง สักหลังแปะป้ายว่า TOLET (ให้เช่า) และถ้าเจ้าของพูดอังกิดไม่ได้ก้ซวยไป เพราะยังไงภาษาหลักก้เปนภาษาฮินดี

แต่แต่แต่แต่ว่า ที่อินเดียจะมี พวก Real Estate Agency ซึ่ง พวกนี้หาไม่ยาก เราเดินไปตามถนน ก้มองๆ หาดู จะแปะป้ายไว้หน้าตึก หน้าบ้าน ของพวกเค้าเอง ก้ให้เข้าไปคุยเลยว่า เราต้องการบ้านแบบไหน งบเท่าไหร่ อะไรแบบนี้ ซึ่ง Agency พวกนี้ ก้จะมีบ้าน ในกองของตัวเองอยู่ ซึ่งเค้าก้จะ ให้เราซ้อนมอไซค พาไปดู สถานที่จริง ทีละแห่ง เรื่อยๆ เลย ซึ่งถ้าเราไม่ถูกใจ เราก้บอกไปเลยว่าไม่ชอบและเราก้ไม่ต้องจ่ายอะไรเลยสำหรับค่าชม แต่ถ้าเราชอบ และถูกใจ เราก้บอกเค้าเลยว่า สนใจ เค้าก้จะติดต่อ Owner (เจ้าของ) ให้เราคุยกันเลย ซึ่ง ธรรมเนียมของ อินเดียนั้น จะเกบค่ามัดจำ เปนจำนวนเงิน 10 เดือนของ ราคาเช่าต่อเดือน(มารตฐาน) หรือมากก่านั้น!!! (อย่าตกใจไป ส่วนมาก ถ้ามัดจำแพง ค่าเช่าจะถูก เพราะเค้าสามารถเอามัดจำเราไปทำอะไรๆ ก่อนได้ไง)

และก้ ไม่ต้องกลัว จะไม่ได้มัดจำคืนนะ เพราะเราต้องทำสัญญากับเค้าก่อน อ่านดีๆละกัล

ซึ่งตามกฏแล้ว เราต้องอยุ่อย่างน้อย 10 เดือน และ เมื่อครบ เราสามารถอยุ่ต่อได้เรื่อยๆ และเมื่อเราจะออก เจ้าของจะต้องคืนเงินมัดจำ ทั้งหมด (หรือถูกหัก มากที่สุดคือ ค่าห้อง 1 เดือน) มาให้เราเมื่อเรา จะออก ดังนั้นตูนขอแนะนำว่า ห้ามทำสัญญาหายเด็ดขาด~! เด่วจะอดเงินมัดจำนะจ๊ะ ส่วนราคาจ้าง Agency นั้นคือ ค่าเช่า 1 เดือน ของบ้านหลังที่เราถูกใจ และๆๆๆ ถ้าให้ agency คุยเราอาจจะต่อราคา ค่าเช่าให้ถูกลงได้ด้วยละ ถ้าไปเองยากอยู่ (หรือว่าตัวกระผม มันพูดไม่เก่งฟระ)

สรุปแบบ สมมุต ละกัล เช่นเราไปดูบ้าน กับ Agency เจอหลังถูกใจขึ้นมา 5000Rs/month ปุ๊บ ถ้าเราตกลงและพร้อมเซ็นสัญญา เราต้องจ่ายทั้งหมดก้ 5000 (ค่าเช่าเดือนแรก) + 50000 (ค่ามัดจำ อาจจะน้อยหรือมากก่านี้) + 5000 (ส่วนนี้ แยกจ่ายให้ Agency จ๊ะ) รวมเบ็ดเสร็จเปง 60000Rs นะคร้าฟ

* การดูบ้าน จากประสบการณ 3 วันของกระผม ควรดู ท่อระบายน้ำ ไฟฟ้า ห้องน้ำ เป็นสำคัง เพราะ บางที อาจจะมี น้ำทะลักขึ้นมาจากท่อระบายน้ำ มีทั้งปฏิกูล และ อื่นๆ สำหรับคนอยุ่ชั้นแรก จะเปนไรที่ซวยมากๆ

ว่ากันต่อ เรื่องข้าวชองเครื่องใช้ สำหรับของตามบ้านที่นี้ ราคาก้จะ ทั่วๆไป ถัวเฉลี่ย พอๆกับคนไทย ตลาดข้างถนน จะถูก และต่อราคาได้เยอะ ยกเว้นก้เครื่องใช้ ไฟฟ้า อุปกรณอิเลคโทรนิคที่นี้ จะราคาค่อนข้างแพง ราคาจะแพงก่าไทย 1.5 ยัน 3 เท่าเลย ส่วนเฟอนิเจอร ไม้กะเหล็กกับราคาพอๆกัลไม่ต่างกัลมาก ก้แล้วแต่คนชอบเลยคัฟ ซึ่งอย่างตัวตูนน้อยก้ไปมองหา ร้านมือสอง เพราะถูกก่ากัลครึ่งๆ และอยู่แค่เรียนปี สองปี เท่านั้น เรื่องเสื้อผ้า เครื่องแต่งตัว ที่นี้ ถูกมาก แต่ก้แล้วแต่รสนิยม เพราะไม่มีฉูดฉาดแบบไทยๆ เท่าไหร่ ถ้าอยากแฟชั่นคงต้องพกมาจากไทยนะคร้าฟ

อาหาร เปน เรื่องที่สำคังมากๆ เพราะว่า ร้านอาหาร ที่นี้ ค่อนข้างน้อย และ ค่อนข้างสกปรกกว่าเมืองไทย ร้านอาหารอินเดีย ข้างถนนทั่วไปนั้น จะเปน ลักษณะยืนกินกับโต๊ะ และใช้มือรับประทาน ซึ่งบางร้านท่านสามารถขอ ช้อนส้อมได้ ราคาจะตก พอๆกับร้านข้างถนนของไทย ประมาณ 20 rs แต่โดยส่วนมาก คนไทยจะกินไม่ค่อยได้ และยิ่งเป็นผู้หญิงด้วยแล้วคงจะถูกรุมจ้องแบบของแปลก (เหมือนฝรั่งมากินบ้านเราอะละ) จึงกลายเปนว่า คนไทยส่วนมาก จะหาร้านอาหาร จีน เกาหลี ทิเบต กิน ซึ่งราคา จะตกตั้งแต่ 40-100rs แต่ไม่ต้องตกใจ ร้านอาหารพวกนี้ ถึงราคาจะแพง แต่ 1 จานก้สามารถกินได้ถึง 2 คนเพราะค่อนข้างเยอะมาก และถ้าร้านแบบภัตตาคารก้ราคาพอๆกับของไทย

เที่ยว สำหรับที่บังการลอร์นั้น สถานที่ท่องเที่ยวสำหรับคนไทย คงมีจำนวนเป็นศูนย์ (zero) นั่นละครับ อ่านไม่ผิดหรอก แต่ก้พอมีจุดเดินเล่น นัดเจอ หรือชอปปิ้งบ้าง เช่น ฟอรั่มโรด (Forum Road) และ มิเกตโรด,เอมจีโรด (Migrate Road,M.G.Road) เปรียบดั่งสยามบ้านเรา ที่คนไทย ไม่มีอะไรทำก้ จะไปเดิน ไปนัดเจอกัล ถนนสองเส้นนี้อยุ่ในตัวเมืองอาจจะไกล สำหรับบางมหาลัย และก้ทุกวันจันทร์สำหรับเด็กชอบเที่ยวกลางคืน ก้จะมี งาน ThaiNight ที่ผับนึงที่ ถนน MG Road ซึ่งถ้าเปนคนไทยจะเข้าฟรี ต่างชาต 300rs ท่านสามารถเข้าไปเต้น กิน หรือสูบ ได้แล้วแต่ท่าน ไม่มีการตรวจอายุ และปิดเที่ยงคืน และมีงาน Woman Party ซึ่งอันนี้ตัวกระผมยังไม่เคยไป เพราะพึ่งใช้ชีวิตมา 5 วัน

เด็กไทยในบังกาลอร์ ก้จากที่กล่าวมา ข้างบนหัวข้อนี้ ว่าผับไม่ตรวจอายุ จึงทำให้ เด็กไทยที่นี้เหลวไหล ตามเพื่อน ดื่มเหล้า สูบบุหรี่ ดูดกัญชา เสียผู้เสียคนไปไม่น้อย มีผู้ปกครองหลายๆท่านต้องการส่งบุตรหลานมา ดัดสันดาน กลับกลายเป็นปล่อยเสือเข้าป่า เพราะไม่มีใครคุมบุตรหลานของท่าน และหนำซ้ำยังมีเงินทุนจากท่านให้ผลาญได้อย่างเต็มที่ แต่แต่แต่แต่ว่า ไม่ใช่ เด็กไทยทั้งหมดเสมอไป มีเด็กไทยอีกจำนวนมากที่ มาที่นี้ และได้ดีกลับไปมากมาย ก้นะ แล้วแต่ตัวของเด็กไทย เองด้วย

กิจกรรมต่างๆ ที่นี้ เด็กไทยจะมี กิจกรรมจัดกันเอง เรื่อยๆ ตลอดปี และจะ แบ่งเปน 2 สี เหมือนกีฬาสี ซึ่งแบ่ง จาก ทิศของมหาลัยที่ตนเองอยุ่ ระหว่างทิศใต้ กะ ทิศเหนือ ละมั้งง ซึ่งคงต้องใช้เวลาอีก 1 ปีกระผมถึงจะรุ้เรื่องนี้ แหะๆ

Tags : บังกาลอร์ เด็กไทย ต่างแดน ต่างประเทศ อินเดีย เรียนต่อ ตูน Bangalore India Christ College Student Study ToonSuperLove

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น